การเริ่มต้นธุรกิจ Startup สักอย่างหนึ่ง มันเหมือนกับการสร้างบ้านครับ ต้องเริ่มจากรากฐานที่มั่นคง นั่นก็คือ Business Model ที่ดีนั่นเอง ยิ่งในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วแบบนี้ การมี MVP (Minimum Viable Product) ที่แข็งแกร่ง ก็เหมือนมีเครื่องมือชั้นดีที่จะช่วยให้เราปรับตัวและอยู่รอดได้ในตลาดที่แข่งขันสูงผมเองก็เคยพลาดมาแล้วกับการมองข้ามความสำคัญของ Business Model ในช่วงเริ่มต้น ทำให้เสียทั้งเวลาและเงินไปไม่น้อยเลยครับ แต่พอได้ลองผิดลองถูก และศึกษาจากเคสสำเร็จต่างๆ ก็พบว่าการออกแบบ Business Model ของ MVP ให้ดีตั้งแต่แรก มันสำคัญจริงๆ ครับ เพราะมันไม่ใช่แค่แผนธุรกิจ แต่มันคือเข็มทิศที่จะนำทางเราไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนและที่สำคัญนะครับ ในยุคดิจิทัลแบบนี้ เทรนด์ต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปไวมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ AI, Blockchain หรือแม้แต่พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การออกแบบ Business Model ที่ยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยครับดังนั้น เพื่อไม่ให้ทุกคนต้องเสียเวลาไปกับการลองผิดลองถูกเหมือนผม วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องการออกแบบ Business Model ของ MVP กันแบบ Step-by-step พร้อมทั้งอัพเดทเทรนด์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะช่วยให้ Business Model ของคุณแข็งแกร่งและพร้อมเติบโตในอนาคตครับมาทำความเข้าใจอย่างละเอียดกันเลยครับ!
การระบุปัญหาที่แท้จริง: จุดเริ่มต้นของ MVP ที่ตอบโจทย์
1. เข้าใจ “Pain Point” อย่างลึกซึ้ง:
ก่อนที่เราจะกระโดดเข้าไปสร้าง Product อะไรสักอย่าง สิ่งแรกที่เราต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ก็คือ “Pain Point” หรือปัญหาที่แท้จริงที่กลุ่มเป้าหมายของเรากำลังเผชิญอยู่ครับ การเข้าใจ Pain Point อย่างลึกซึ้ง จะช่วยให้เราสามารถสร้าง MVP ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด และเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จได้มากยิ่งขึ้นผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติว่าเราต้องการสร้างแอปพลิเคชันสำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่แค่คิดว่า “คนเลี้ยงสัตว์อยากได้อะไร” แต่ต้องลงลึกไปถึงปัญหาที่พวกเขาเจอจริงๆ เช่น พวกเขาอาจจะเจอปัญหาในการหาข้อมูลเกี่ยวกับอาหารที่เหมาะสมสำหรับสัตว์เลี้ยงของพวกเขา หรืออาจจะกังวลเรื่องการดูแลสุขภาพของสัตว์เลี้ยงในระยะยาวเมื่อเราเข้าใจ Pain Point เหล่านี้แล้ว เราก็จะสามารถออกแบบ MVP ที่เน้นการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างตรงจุด เช่น แอปพลิเคชันที่ให้ข้อมูลโภชนาการที่ถูกต้องและครบถ้วนสำหรับสัตว์เลี้ยงแต่ละประเภท หรือแอปพลิเคชันที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถติดตามสุขภาพของสัตว์เลี้ยงของตนเองได้อย่างง่ายดาย
2. สัมภาษณ์และสำรวจความคิดเห็น:
การสัมภาษณ์และสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มเป้าหมายโดยตรงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทำความเข้าใจ Pain Point อย่างลึกซึ้งครับ เราอาจจะเริ่มต้นด้วยการพูดคุยกับเพื่อนฝูงหรือคนรู้จักที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยง หรืออาจจะจัด Focus Group เพื่อรวบรวมความคิดเห็นจากผู้ใช้ที่มีศักยภาพจำนวนมากขึ้นสิ่งที่สำคัญคือการตั้งคำถามที่เปิดโอกาสให้ผู้ตอบแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ และพยายามทำความเข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลังความคิดเห็นเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น แทนที่จะถามว่า “คุณคิดว่าแอปพลิเคชันนี้มีประโยชน์หรือไม่” เราอาจจะถามว่า “คุณเจอปัญหาอะไรบ้างในการดูแลสัตว์เลี้ยงของคุณ และคุณคิดว่าแอปพลิเคชันนี้จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร”นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้เครื่องมือออนไลน์ต่างๆ เช่น Google Forms หรือ SurveyMonkey เพื่อสร้างแบบสำรวจและส่งให้กับกลุ่มเป้าหมายของเราได้ การทำแบบสำรวจจะช่วยให้เราสามารถรวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้จำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหา Pain Point ที่พบบ่อยที่สุด
3. สังเกตพฤติกรรมผู้บริโภค:
นอกจากการสัมภาษณ์และสำรวจความคิดเห็นแล้ว การสังเกตพฤติกรรมผู้บริโภคก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราเข้าใจ Pain Point ได้อย่างลึกซึ้งครับ เราอาจจะสังเกตว่าผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีอยู่แล้วอย่างไร หรืออาจจะสังเกตว่าพวกเขามีพฤติกรรมอะไรที่บ่งบอกถึงความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองตัวอย่างเช่น ถ้าเราสังเกตว่ามีคนจำนวนมากที่ใช้เวลาในการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอาหารสัตว์เลี้ยงบนอินเทอร์เน็ต นั่นอาจจะเป็นสัญญาณว่าพวกเขากำลังเจอปัญหาในการหาข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน หรือถ้าเราสังเกตว่ามีคนจำนวนมากที่เข้าร่วมกลุ่ม Facebook ที่เกี่ยวกับการดูแลสัตว์เลี้ยง นั่นอาจจะเป็นสัญญาณว่าพวกเขากำลังมองหาชุมชนที่สามารถแบ่งปันประสบการณ์และความรู้กับผู้อื่นได้การสังเกตพฤติกรรมผู้บริโภคอาจจะต้องใช้เวลาและความพยายาม แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คุ้มค่า เพราะมันจะช่วยให้เราเข้าใจ Pain Point ได้อย่างลึกซึ้ง และสร้าง MVP ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง
การสร้าง Value Proposition ที่โดดเด่น: หัวใจสำคัญของ MVP ที่น่าดึงดูด

1. ระบุคุณค่าที่แตกต่าง:
เมื่อเรารู้แล้วว่ากลุ่มเป้าหมายของเรากำลังเจอปัญหาอะไร สิ่งที่เราต้องทำต่อไปก็คือการสร้าง Value Proposition ที่โดดเด่น ซึ่งก็คือคำมั่นสัญญาว่า MVP ของเราจะช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร และจะมอบประโยชน์อะไรให้กับลูกค้าบ้างสิ่งที่สำคัญคือ Value Proposition ของเราต้องแตกต่างจากคู่แข่ง และต้องสื่อสารถึงคุณค่าที่แท้จริงของ MVP ได้อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ถ้าเรากำลังสร้างแอปพลิเคชันสำหรับจองโรงแรม Value Proposition ของเราอาจจะไม่ใช่แค่ “จองโรงแรมได้ง่ายๆ” แต่ต้องเน้นถึงคุณค่าที่แตกต่าง เช่น “จองโรงแรมหรูในราคาพิเศษ พร้อมรับสิทธิประโยชน์มากมาย”
2. สื่อสารอย่างชัดเจน:
Value Proposition ที่ดีต้องสื่อสารถึงคุณค่าที่แท้จริงของ MVP ได้อย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย เราควรหลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์เฉพาะทางหรือภาษาที่ซับซ้อน และพยายามใช้ภาษาที่กลุ่มเป้าหมายของเราคุ้นเคยนอกจากนี้ เรายังสามารถใช้ภาพหรือวิดีโอเพื่อช่วยสื่อสาร Value Proposition ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น เราอาจจะสร้างวิดีโอสั้นๆ ที่แสดงให้เห็นว่า MVP ของเราช่วยแก้ปัญหาของลูกค้าได้อย่างไร หรืออาจจะใช้ภาพ Infographic เพื่อสรุปคุณค่าที่สำคัญของ MVP
3. ทดสอบและปรับปรุง:
Value Proposition ที่ดีไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นมาครั้งเดียวแล้วจบ แต่ต้องมีการทดสอบและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เราควรติดตามผลตอบรับจากลูกค้า และนำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับปรุง Value Proposition ของเราให้ดียิ่งขึ้นตัวอย่างเช่น เราอาจจะทำการสำรวจความคิดเห็นของลูกค้าเกี่ยวกับ Value Proposition ของเรา หรืออาจจะทำการทดสอบ A/B Testing เพื่อเปรียบเทียบ Value Proposition ที่แตกต่างกัน และดูว่า Value Proposition ไหนที่ดึงดูดลูกค้าได้มากที่สุด
การออกแบบ User Experience (UX) ที่ลื่นไหล: สร้างความประทับใจตั้งแต่แรกเห็น
1. เน้นความเรียบง่าย:
MVP ที่ดีควรมี User Experience (UX) ที่เรียบง่ายและใช้งานง่าย เราควรหลีกเลี่ยงการใส่ Feature ที่ไม่จำเป็น และเน้นเฉพาะ Feature ที่สำคัญที่สุดที่ช่วยแก้ปัญหาของลูกค้าสิ่งที่สำคัญคือการออกแบบ Interface ที่ใช้งานง่ายและเป็นมิตรกับผู้ใช้ เราควรใช้สีสันและ Layout ที่สบายตา และหลีกเลี่ยงการใช้ Font ที่อ่านยาก นอกจากนี้ เรายังควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า MVP ของเราสามารถใช้งานได้บนอุปกรณ์ต่างๆ อย่างราบรื่น
2. สร้าง Flow ที่เป็นธรรมชาติ:
User Flow หรือเส้นทางการใช้งานของผู้ใช้ ควรเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นธรรมชาติ ผู้ใช้ควรสามารถทำสิ่งต่างๆ ที่ต้องการได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องเสียเวลาในการเรียนรู้วิธีการใช้งานเราควรออกแบบ Flow ที่สั้นและกระชับ และหลีกเลี่ยงการใส่ขั้นตอนที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้ เรายังควรให้ Feedback ที่ชัดเจนแก่ผู้ใช้ในทุกขั้นตอน เพื่อให้พวกเขารู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ และจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
3. ทดสอบและปรับปรุง:
UX ที่ดีไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นมาครั้งเดียวแล้วจบ แต่ต้องมีการทดสอบและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เราควรติดตามพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้ และนำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับปรุง UX ของเราให้ดียิ่งขึ้นตัวอย่างเช่น เราอาจจะทำการทดสอบ Usability Testing เพื่อสังเกตว่าผู้ใช้มีปัญหาอะไรในการใช้งาน MVP ของเรา หรืออาจจะใช้เครื่องมือ Analytics เพื่อติดตามว่าผู้ใช้คลิกที่ปุ่มอะไร และใช้เวลาในการทำสิ่งต่างๆ นานแค่ไหน
การเลือก Technology Stack ที่เหมาะสม: รากฐานที่แข็งแกร่งของ MVP ที่ Scalable
1. พิจารณาความต้องการ:

การเลือก Technology Stack ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้าง MVP ที่ Scalable เราควรพิจารณาความต้องการของ MVP ของเราอย่างรอบคอบ และเลือก Technology Stack ที่ตอบโจทย์ความต้องการเหล่านั้นตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการสร้างแอปพลิเคชัน Mobile ที่มี Performance สูง เราอาจจะเลือกใช้ React Native หรือ Flutter แต่ถ้าเราต้องการสร้าง Web Application ที่เน้นความรวดเร็วในการพัฒนา เราอาจจะเลือกใช้ Ruby on Rails หรือ Django
2. เลือก Technology ที่คุ้นเคย:
เราควรเลือก Technology ที่เราคุ้นเคยและมีประสบการณ์ในการใช้งาน เพราะจะช่วยให้เราสามารถพัฒนา MVP ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพถ้าเราไม่มีประสบการณ์ในการใช้งาน Technology ใดๆ เราอาจจะเริ่มต้นด้วยการเรียนรู้พื้นฐาน และลองสร้าง Project เล็กๆ เพื่อทำความคุ้นเคย ก่อนที่จะนำ Technology นั้นมาใช้ในการพัฒนา MVP
3. พิจารณา Community Support:
เราควรเลือก Technology ที่มี Community Support ที่แข็งแกร่ง เพราะจะช่วยให้เราสามารถหาความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วCommunity Support ที่ดีจะช่วยให้เราสามารถเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ และเข้าถึง Library และ Tools ที่มีประโยชน์มากมาย
การกำหนด Metrics ที่สำคัญ: วัดผลและปรับปรุง MVP อย่างต่อเนื่อง
1. กำหนด Key Metrics:
การกำหนด Metrics ที่สำคัญเป็นสิ่งจำเป็นในการวัดผลและปรับปรุง MVP อย่างต่อเนื่อง เราควรกำหนด Key Metrics ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ MVP ของเรา และติดตาม Metrics เหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอตัวอย่างเช่น ถ้าวัตถุประสงค์ของ MVP ของเราคือการเพิ่มจำนวนผู้ใช้งาน เราอาจจะติดตาม Metrics เช่น จำนวนผู้ใช้งานรายวัน (Daily Active Users), จำนวนผู้ใช้งานรายเดือน (Monthly Active Users) และอัตราการ Convert จากผู้เยี่ยมชมเป็นผู้ใช้งาน
2. ติดตาม Metrics อย่างสม่ำเสมอ:
เราควรติดตาม Metrics ที่กำหนดไว้อย่างสม่ำเสมอ และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหา Insight ที่เป็นประโยชน์เราสามารถใช้เครื่องมือ Analytics ต่างๆ เช่น Google Analytics หรือ Mixpanel เพื่อติดตาม Metrics และวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างง่ายดาย
3. ปรับปรุง MVP อย่างต่อเนื่อง:
เราควรนำ Insight ที่ได้จากการวิเคราะห์ Metrics มาปรับปรุง MVP ของเราอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ MVP ของเราสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นการปรับปรุง MVP ควรเป็นกระบวนการที่ทำซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการตั้งสมมติฐาน ทำการทดลอง วัดผล และเรียนรู้จากผลลัพธ์
กรณีศึกษา: ตัวอย่าง Business Model ของ Startup ที่ประสบความสำเร็จ
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาของ Startup ที่ประสบความสำเร็จในการออกแบบ Business Model ของ MVP:
| Startup | Business Model | Value Proposition | Key Metrics |
|---|---|---|---|
| Grab | ให้บริการ Ride-Hailing และ Delivery Platform | ความสะดวกสบายและความรวดเร็วในการเดินทางและส่งของ | จำนวนผู้ใช้งาน, จำนวนการทำรายการ, รายได้ต่อผู้ใช้งาน |
| LINE MAN | ให้บริการ Delivery Platform | ความหลากหลายของร้านอาหารและสินค้า, บริการที่รวดเร็วและเชื่อถือได้ | จำนวนผู้ใช้งาน, จำนวนการทำรายการ, ความพึงพอใจของลูกค้า |
| Agoda | ให้บริการจองโรงแรมและที่พักออนไลน์ | ราคาที่แข่งขันได้, ความหลากหลายของที่พัก, บริการที่สะดวกและรวดเร็ว | จำนวนการจอง, รายได้เฉลี่ยต่อการจอง, อัตราการเข้าพัก |
จากตารางข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า Startup ที่ประสบความสำเร็จต่างมี Business Model ที่ชัดเจน Value Proposition ที่โดดเด่น และ Key Metrics ที่สามารถวัดผลได้อย่างแม่นยำ
บทสรุป: MVP ที่ดีคือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่
การออกแบบ Business Model ของ MVP ที่ดีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้าง Startup ที่ประสบความสำเร็จ เราควรเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจ Pain Point ของลูกค้า สร้าง Value Proposition ที่โดดเด่น ออกแบบ UX ที่ลื่นไหล เลือก Technology Stack ที่เหมาะสม กำหนด Metrics ที่สำคัญ และปรับปรุง MVP อย่างต่อเนื่องMVP ที่ดีไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ขอให้ทุกท่านสนุกกับการสร้าง MVP และ Startup ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ครับ!
## บทสรุป: ก้าวแรกสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่
การสร้าง MVP ที่ดีไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่าอย่างแน่นอน หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้คุณเริ่มต้นสร้าง MVP ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและนำไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้นะครับ อย่าลืมว่าความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ จงล้มให้เร็ว เรียนรู้ให้ไว และปรับปรุงอยู่เสมอ แล้วคุณจะพบกับความสำเร็จในที่สุดครับ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน!
## เกร็ดน่ารู้: ข้อมูลเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์ (ข้อมูลเป็นประโยชน์)
1. Lean Startup: ทำความรู้จักกับแนวคิด Lean Startup ที่เน้นการสร้าง MVP อย่างรวดเร็วและทดสอบกับลูกค้าจริงเพื่อเรียนรู้และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
2. A/B Testing: เรียนรู้วิธีการทำ A/B Testing เพื่อเปรียบเทียบ Feature หรือ Value Proposition ที่แตกต่างกัน และดูว่าแบบไหนที่ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด
3. Customer Journey Map: สร้าง Customer Journey Map เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ของลูกค้าในการใช้งาน MVP ของคุณ และหาจุดที่ต้องปรับปรุง
4. Design Thinking: ทำความเข้าใจกระบวนการ Design Thinking ที่เน้นการทำความเข้าใจปัญหาของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง และสร้าง Solution ที่ตอบโจทย์ความต้องการเหล่านั้น
5. Growth Hacking: เรียนรู้วิธีการ Growth Hacking เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ใช้งาน MVP ของคุณอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
## ประเด็นสำคัญ (ประเด็นสำคัญ)
1. ระบุ Pain Point ที่แท้จริงของกลุ่มเป้าหมายให้ได้
2. สร้าง Value Proposition ที่โดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่ง
3. ออกแบบ User Experience (UX) ที่เรียบง่ายและใช้งานง่าย
4. เลือก Technology Stack ที่เหมาะสมกับความต้องการ
5. กำหนด Metrics ที่สำคัญและติดตามอย่างสม่ำเสมอ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: ทำไม Business Model ถึงสำคัญกับ Startup ในช่วงเริ่มต้น?
ตอบ: ผมว่า Business Model เหมือนแผนที่นำทางครับ ช่วยให้ Startup มองเห็นภาพรวมของธุรกิจ รู้ว่าใครคือลูกค้า, จะสร้างรายได้ยังไง, และมีต้นทุนอะไรบ้าง ถ้าไม่มีแผนที่ดี ก็เหมือนขับรถหลงทาง เสียเวลาและทรัพยากรไปเปล่าๆ ครับ
ถาม: MVP ที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร?
ตอบ: MVP ที่ดีต้องแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้จริงครับ ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ แค่มี Function หลักๆ ที่จำเป็น และต้องเก็บ Feedback จากลูกค้าได้ง่าย เพื่อนำมาปรับปรุงให้ตรงกับความต้องการของตลาดมากที่สุด
ถาม: เทรนด์เทคโนโลยีอะไรบ้างที่ Startup ควรให้ความสนใจในการออกแบบ Business Model?
ตอบ: ยุคนี้ AI มาแรงมากครับ! Startup ที่นำ AI มาใช้ใน Business Model จะได้เปรียบในการวิเคราะห์ข้อมูล, สร้าง Customer Experience ที่ดีขึ้น หรือแม้แต่ลดต้นทุนการดำเนินงาน นอกจากนี้ Blockchain ก็เป็นอีกเทคโนโลยีที่น่าสนใจ เพราะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและความปลอดภัยในการทำธุรกรรมได้ครับ
📚 อ้างอิง
Wikipedia Encyclopedia






